จานเบรค h drive

จานเบรค h drive

จานเบรค h driveจานเบรค h drive โช๊คอัพ รถยนต์เป็นอะไหล่สำคัญของระบบตอนล่าง ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งหรือรถปิคอัพ ยิ่งภาวะหนทางบ้านเราแล้วมีโอกาสมากที่อะไหล่บางจำพวกจะผุพังเร็วกว่าอายุการใช้งานจริง นี่จะเป็น 5 ปัญหา ที่พวกเรามักสงสัยไปดูกันว่าจะมีปัญหาไหนตรงกับหัวใจเราบ้างรึป่าวประกาศ

1.น่าจะซ่อมหรือแปลงดีกว่ากัน ?ตอบ บางทีอาจตอบได้ทั้งยัง 2 แบบนะครับ kw suspension v3 ให้มองดูอาการจะดีมากกว่า profender เป็นต้นว่า ใช้ยังไม่ถึงปีแต่มีการรั่วซึมของน้ำมันด้านใน ก็มีช่างที่รับซ่อมแซม แต่ว่าถ้าเกิดอายุ 5 ปีขึ้นไป การทำงานไม่ดีอย่างที่เคย กดลงไปไม่คืนตัวหรือคืนตัวช้ามากมาย ก็เสนอแนะให้แปลงครับผม

2. ต้องตั้งศูนย์รถยนต์ใหม่ด้วยไหม?ตอบ อาจไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งศูนย์หากว่าแปลงแบบธรรมดา แต่ว่าถ้าเกิดจะยกสูงหรือโหลดต่ำลงก็เสนอแนะว่าจำเป็นต้องตั้งศูนย์ด้วยขอรับ

3. ทำไมราคาถึงราคาสูงไม่เหมือนกัน แล้วแตกต่างอย่างไร ?ตอบ จะถูกหรือแพง โดยมากอยู่ที่แบรนด์ของอะไหล่ เทคโนโลยีใหม่ๆแล้วก็เครื่องมือเครื่องใช้สำหรับในการผลิตขอรับ ทดลองพินิจจากการใช้รถยนต์ของท่านแล้วกันว่าที่ไหนจะเหมาะสมที่สุด

4. ใช้รถยนต์นานเพียงใดถึงได้เวลาปลี่ยน ?ตอบ อายุการใช้งานจำนวนมากอยู่ที่ 5 ปี หรือโดยประมาณ 50,000 ข้อปฏิบัติ (โดยประมาณ 1 หมื่น กฎข้อบังคับ/ปี) ทั้งนี้อยู่ที่การใช้แรงงานของท่านด้วย ได้แก่ ย้ายหรือบรรทุกของหนักๆ, ให้บริการ Taxi , ขับระยะทางไกลบ่อยๆก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้อายุของอะไหล่สั้นลง

5. แบบก๊าส หรือ น้ำมัน แบบไหนดียิ่งกว่ากัน ?ตอบ นิยามอย่างง่ายของแต่ละแบบ ดังต่อไปนี้ขอรับ แบบก๊าซ จะให้ความแข็งแรงหยาบมากกว่าถ้าเกิดคุณถูกใจ profender ขับขี่รถที่ใช้ความเร็วสูง ไม่ค่อยสัมผัสเบรค แบบก๊าสคงจะตอบปัญหาสูงที่สุด ส่วนแบบน้ำมัน จะให้ความละมุนละไมสำหรับเพื่อการขับมากกว่า เหมาะสมกับขับขี่รถในเมืองที่ใช้ความเร็วต่ำ

โช้คอัพ (Shock Absorber)เป็นวัสดุอุปกรณ์สำคัญ ที่ช่วยรองรับแรงชน และลดแรงสั่นสะเทือนของรถ มีหน้าที่ช่วยควบคุมการดีดตัวของสปริง-แหนบ หรือช่วงล่างให้ใกล้เคียงไปกับเรื่องราวของผิวถนนตอนที่รถยนต์วิ่ง โช้คอัพที่มีคุณภาพสูง จะช่วยลดการเสียดสีและการสึกหรอของยาง ตลอดจนอะไหล่ตอนล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหมาก บู๊ชยาง ระบบกันสั่น ตลอดจนช่วยทำให้ปรับรถยนต์เกาะถนนหนทางเจริญรุ่งเรืองอีกทั้งทางตรงและก็ขณะเข้าโค้งพวกเราอาจเคยได้ยิน แบบเดิมๆกับ แบบแต่ง ก็อาจมีปัญหาสำหรับผู้ที่ใช้รถปกติอย่างเราๆว่ามีด้วยหรือ?แล้วที่ว่าแบบเดิมกับแต่ง แตกต่างกัน profender อย่างไร? แล้วจำต้องเปลี่ยนไหม ? ก็จะบอกอปิ้งนี้ครับว่าบางครั้งก็อาจจะไม่สำคัญในเรื่องที่ท่านขับขี่บนถนนในเมือง ซึ่งแบบแต่งนั้นจะนิยมในกลุ่มนักแต่งรถยนต์ หรือนักชิงชัยสายซิ่งที่อยากได้เพิ่มความรู้ความเข้าใจของรถยนต์ในการขับรถ การยึดเกาะถนนหนทาง

แบบนั้นมาดูกันว่าของเดิมๆมีกี่แบบ

1. จำพวกกระบอกลำพัง (Mono Tube)รูปแบบของกระบอก จะเป็นชิ้นเดียวตามชื่อ แม้กระนั้นแบบคนเดียวนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เครื่องใช้ไม้สอยที่มีความแข็งแรง-คงทนสูง สามารถรับแรงชนได้อย่างดียิ่ง แม้ตัวกระบอกไม่แข็งแรงเพียงพอ แน่นอนว่าจะมีปัญหาในการรับแรงจากรถยนต์ทั้งคันรวมทั้งแรงจากพื้นตอนที่ขับขี่ อาจจะทำให้กระบอกเบี้ยวผิดรูปร่าง แต่เพียงเพียงแต่แข็งแรงอย่างเดียวก็น่าจะไม่เพียงพอ สิ่งของที่ใช้ผลิตยังต้องมีน้ำหนักค่อยอีกด้วย ก็เลยได้รับความนิยมในกลุ่มนักซิ่ง นักแต่งรถยนต์ จึงทำให้ราคาแพงแพงกว่าแบบอื่น

2. ชนิดกระบอกคู่ (Twin Tube)เป็นแบบที่ใช้งานกันอยู่ธรรมดา ที่เรียกว่ากระบอกคู่ ก็เพราะด้านในเป็นกระบอกสองชั้น (มีการจัดการของกระบอกที่สลับซับซ้อนกว่าแบบ Mono Tube พอควร) กระบอกข้างในปฏิบัติภารกิจเป็น “กระบอกสูบ” ซึ่งมีน้ำมันที่ดีไซน์มาเป็นพิเศษใส่ไว้ภายใน

ส่วนช่องว่างภายนอก จะเป็น “ช่องสำรองน้ำมัน” แบ่งเป็นอีก 2 แบบ เป็นแบบน้ำมันอย่างเดียวเรียก “พวกกระบอกคู่-แบบน้ำมัน” จะมีน้ำมันบรรจุราว 2 ใน 3 ที่เหลือจะเป็นอากาศ การที่บรรจุน้ำมันในปริมาณที่มากช่วยในประเด็นการขยับเลื่อนที่นุ่มนวล อีกจำพวกยอดนิยมในเวลานี้เป็น จำพวกกระบอกคู่-แบบก๊าส” ก็จะใส่ “แก๊ส” ไว้ในช่องน้ำมันสำรองนี้ด้วย โดย”ก๊าส”นี้จะช่วยสำหรับการตอบกลับที่เร็วทั้งการคืนตัวเร็ว-ยุบช้า แต่ว่าจะมีความแข็งแรงมากกว่าแบบน้ำมัน (แก๊สมานะพยายามดันสู้ตลอดเวลา) ก็ได้หัวข้อการเกาะถนนที่ดี ลดอาการโคลงเคลงตัว แต่ความนุ่มนวลก็จะลดน้อยลงกว่าแบบน้ำมันสรุปจุดเด่นของ

ชนิดกระบอกคู่เป็นทุนการสร้างถูกกว่า ตัวสิ่งของไม่จำเป็นที่ต้องแข็งแรงเสมอเหมือน ชนิดกระบอกลำพัง เพราะกระบอกสูบจริงๆนั้นอยู่ภายใน ด้านนอกเป็นช่องน้ำมันสำรอง ก็เลยไม่ค่อยพบเจอกับปัญหาในเรื่องความแข็งแรง ทำให้ราคาไม่สูงมากมาย จึงเป็นที่นิยมแล้วก็ใช้กันอยู่ธรรมดาแถมสำหรับคนที่ถูกใจ

โช๊คอัพ รถยนต์ แบบแต่ง จะแบ่งเป็น 3 แบบ

1.ประเภทปรับความสูงไม่ได้ลักษณะเช่นเดียวกันกับของเดิมๆที่ติดมากับรถยนต์ แค่เพียงมีการปรับปรุงให้มีความรู้ความเข้าใจที่สูงขึ้น หนึบแน่นยึดเกาะผิวถนนรุ่งเรืองขึ้น ซึ่งสังเกตว่าจะไม่อาจจะปรับความสูงได้ เบ้าสปริงจะมีขนาดใหญ่ เท่าของเดิมที่สร้างมาจากโรงงาน เหมาะกับผู้ที่จับใจความหนึบโดยเฉพาะ และถูกใจกับระดับความสูงจากพื้นของตัวรถยนต์ ไม่อยากที่จะให้โหลดหรือยกสูงมากมายไป

2.ชนิดสตรัทปรับเกลียวเป็นที่ชื่นชอบพอประมาณ รอบๆเบ้าสปริงสามารถปรับให้สูง-ต่ำได้ตามที่ผู้ครอบครองรถยนต์พอใจ มีสปริงทรงกระบอก เรียกว่า สปริงหลอด ที่ปรับความแข็งแรงหรือเรียกว่า “ค่า K.” ได้ ส่วนขนาดก็มีไม่น้อยเลยทีเดียวให้เลือก ซึ่งจะแลเห็นได้ว่าปรับปรุงแก้ไขมาจากแบบแรกนั่นเอง เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตบ้านพวกเรา

3. จำพวกสตรัทปรับเกลียว-แบบสไลด์กระบอกแบบสไลด์กระบอก สามารถปรับความสูงที่ตัวกระบอกได้เลย ไม่ต้องไปยุ่งยากปรับที่เบ้าสปริงแล้ว ช่วยเฉลยปัญหาเรื่องการปรับความสูง แต่การปรับให้สามารถณะการทำงาน โดยรวมออกมาดีนั้นเกิดเรื่องที่ท้าพอเหมาะพอควร นักซิ่งที่ใช้รถยนต์ในการแข่งขันอยากได้ความรู้ความเข้าใจสูงๆทำให้อายุการใช้งานของรถยนต์สั้นลง การปรับความสูงของสปริง ก็จะยากขึ้นตามสภาวะของรถยนต์สรุปของแต่ง เป็นประโยชน์อย่างไรดูแล้ว

ถ้าหากพวกเราๆท่านๆขับในเมืองทั่วๆไปบางครั้งอาจจะไม่มีความจำเป็นต้องไปเปลี่ยนของเดิมๆจะแปลงอีกครั้งก็แปลงตามภาวการณ์ของอะไหล่ที่หมดอายุใช้งานแล้ว ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดีมากกว่า ส่วนนักแข่ง สายซิ่ง ที่จะจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถให้รถยนต์ ก็เห็นจะหลบลี้ไม่ได้ แม้กระนั้นข้อระวังอาจจะมีการเกิดเรื่อง “การโหลดรถยนต์โดย “ตัดสปริง” ที่จะจึงควรใช้ช่างมีฝีมือในการทำแล้วก็ตรวจเช็คอย่างละเอียดลออก่อนใช้จริงเหตุเพราะได้โอกาสที่กระบอกสูบจะหักได้ในตอนที่ใช้งานถ้าหาก profender กล่าวถึงอายุการใช้งานของ

โดยทั่วไปเยอะมากๆจะอยู่ที่ราวๆ3 ปีแม้ว่าคิดเป็นปริมาณกิโลก็อยู่ระหว่าง 60,000 – 100,000 ก.ม. ถึงแม้ว่านี่เป็นแค่เพียง การวัดอายุการใช้งานเพียงโดยประมาณแค่นั้น ส่วนสิ่งสำคัญๆก็อย่างที่บอกนะครับ จึงควรขึ้นอยู่กับการใช้แรงงานของรถด้วย หากปกติรถยนต์ใหม่ ใช้งานที่ 25,000 ข้อบัญญัติแล้วเราจะต้องนำรถยนต์เข้าไปเช็คที่ศูนย์บริการนิดหน่อยว่า

ระบบตอนล่างยังรับแรงชน ช่วยลดแรงสะเทือนของตัวรถยนต์ขณะรถยนต์วิ่ง รวมทั้งช่วยให้รถยนต์เกาะถนนหนทางขณะเข้าโค้งก้าวหน้าอยู่หรือไม่อาการตกต่ำกล่าวถึงอาการตกต่ำกันบ้าง เมื่อรถยนต์ของคุณผ่านการใช้แรงงานมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอควร ตอนที่ขับขี่ผ่านผิวรอยต่อถนนหนทางหรือขึ้นเนินหลังเต่าจะรู้สึกได้ถึงแรงชนที่มากไม่ดีเหมือนปกติ

หรือตอนที่กำลังขับรถยนต์ขึ้นสะพานจะรู้สึกแปลกๆว่ารถยนต์มีลักษณะอาการกระโดด ขับลงทางชันจะมีลักษณะอาการกระเด้ง ตอนที่กำลังขับรถยนต์ผ่านผิวที่เป็นแอ่งกระทะ ความเร็วคร่าวๆ 70-80 ข้อบังคับ/ช.มัธยม จะมีความรู้สึกได้ว่ารถยนต์มีลักษณะอาการบินเล็กหน่อย จากอาการข้างต้นนี้ สามารถเรียกได้ว่าคุณควรเช็คภาวการณ์หรือเปลี่ยน

โช๊คอัพ รถยนต์ ใหม่ได้เเล้วตรวจเช็คหลายครั้งระบบตอนล่าง ทำงานหนักมากๆเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆทั้งยังรองรับแรงชนแรงสั่นจากหลุม บ่อ คอสะพาน บนแนวทาง ช่วยทำให้การขับขี่นุ่มนวลและก็ช่วยปรับให้เราควบคุมรถยนต์ได้อย่างแน่ใจอย่างงั้นพวกเรามาตรวจดูรถยนต์ของเรากันนิดหน่อยว่ายังใช้งานเจริญรุ่งเรืองอยู่หรือเปล่า ?

1.ใคร่ครวญการคืนตัวเราสามารถพิจารณาการคืนตัวของรถยนต์ ได้ง่ายๆเพียงแค่ใช้มือกดรถยนต์รอบๆมุมที่ปรารถนาทดสอบ ออกแรงกดสัก 5 ครั้ง เพื่อพิเคราะห์การคืนตัวของรถยนต์ ถ้าเกิดการคืนตัวที่ออกจะไวมีความหมายว่ายังธรรมดาอยู่

2.ตรวจสอบรอยรั่วมองรอยรั่วของน้ำมันรอบๆข้อต่อต่างๆหากแม้เจอรอยเปื้อนน้ำมันไหลออกมาจากกระบอก ก็ได้จังหวะที่กระบอกจะรั่วได้ ซึ่งทำให้คุณภาพการทำงานนั้น ลดน้อยลงไปเหตุเพราะน้ำมันที่ช่วยสร้างความนุ่มนวลพร่องไปจากเดิม

3.ไตร่ตรองทรงแน่นอนว่าโดยธรรมดาจะเป็นทรงกระบอกแบบสมมาตร ถึงแม้ถ้าเกิดดูด้วยตาเปล่าแล้วผิดเพี้ยนไป ก็ไม่ต้องสงสัยขอรับบางครั้งอาจจะตกหลุมใหญ่ๆมา หรือได้รับแรงกระแทกหนักๆจนถึงผิดรูปผิดรอยทรง การเปลี่ยนใหม่บางครั้งอาจจะเป็นแนวทางแรกๆของปัญหานี้ขอรับ

4.ดอกยางที่ล้อฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งสึกไม่ดีเหมือนปกติทดลองเช็คหน้ายางที่รถยนต์ของคุณนะครับ ว่าดอกยางด้านไหนมีลักษณะอาการสึกแตกต่างจากปกติหรือไม่! ถ้าหากสังเกตุเจอร่องรอยการสึกที่ไม่บ่อยนักจากล้อข้างที่สงสัย บางทีอาจแสดงว่า ข้างนั้นๆของคุณอาจจะมีปัญหา

5.รู้สึกแปลกๆขณะออกตัว-เบรคทดลองดูเมื่อออกสตาร์ทและก็เบรคขณะขับขี่ด้วยความเร็วธรรมดา ถ้าพบว่าในห้องโดยสารมีการสั่นสะเทือนมากยิ่งกว่าปกติ เวลาขับขี่รถขึ้นเนินหรือลูกระนาดจะพบว่ามีการกระดอนขึ้น-ลง จวบจนกระทั่งรู้สึกได้ว่าไม่นิ่มนวลอย่างที่จะต้องเป็น ให้รีบตรวจสอบทันทีทันใดครับผม

6.รถยนต์มีลักษณะบิน-ร่อนตอนที่ขับรถยนต์ด้วยความเร็ว คิดว่ารถมีลักษณะอาการโผบินน่าจะเป็นที่ โช๊คอัพ รถยนต์ บางตัวมีการชำรุดจวบจนถึงไม่สามารถควบคุมสมดุลของรถยนต์ได้เสมือนตัวอื่นๆโดยเหตุนี้เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ให้รีบนำรถยนต์ไปตรวจเช็คที่ศูนย์หรืออู่ จะดีที่สุดเมื่อรู้แบบงี้แล้ว รีบไปตรวจเช็ครถของเรากันสักนิดสักหน่อยเนื่องจากระบบตอนล่างเป็นจุดที่ควรต้องรับแรงชนจากด้านล่าง แล้วก็ข้างบนอยู่ตลอดเวลา หากตรวจพบความไม่ดีเหมือนปกติควรรีบไปเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ในทันทีทันใด เนื่องจากว่าไม่ใช่แค่เรื่องความนิ่มนวลสำหรับเพื่อการขับขี่ ยังเกิดเรื่องไม่มีอันตรายของตัวคุณเองด้วยปัญหายอดนิยมเมื่อตอนนี้รู้แล้วว่า

ช๊อค-อัพ OEM กระบอกคู่ของ HONDA JAZZ GEด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งสิ้นนี้ ทำให้รถยนต์ส่วนบุคคลตอนนี้ ต่างมากับช็อค-อัพแบบกระบอกคู่นั่นเองครับผมช็อค-อัพ แบบไหน เหมาะสมกับรถแต่งสายสตรีท?สำหรับรถแต่งสายสตรีท ที่อยากได้ทั้ง ‘ความละมุนละไม’ ในการใช้งานในชีวิตประจำวัน และก็ ‘ความสามารถการขับขี่’ เพราะฉะนั้น มันก็เลยนับว่าเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะซับซ้อนสำหรับในการที่จะตกลงใจว่า ช๊อค-อัพแบบไหน ที่เหมาะสมกับรถยนต์สายสตรีทหากแม้

หลายต่อหลายผู้ผลิตช๊อค-อัพ ได้เสนอแนะเป็นเสียงเดียวกันว่า ช็อค-อัพแบบกระบอกคู่นั้น เหมาะสมกับสายสตรีทที่สุดแล้ว เนื่องจากการขับขี่บนหนทางโดยทั่วไปนั้น ต้องเจอทั้งหลุม-ทั้งบ่อ ทางต่างระดับ แล้วก็ลูกระนาด ซึ่งการขับชี่ในรูปแบบนี้ จำเป็นต้องอาศัยช็อค-อัพที่มีสโตรคอย่างพอเพียง ด้วยเหตุนั้นแล้ว ช็อค-อัพแบบกระบอกคู่ที่มีความหนืดสูงขึ้นยิ่งกว่าปกติ ก็เลยเหมาะสมกับรถยนต์แต่งสายสตรีทมากกว่า
ช๊อค-อัพ TEIN STREET ADVANCE (กระบอกคู่) ของ SUBARU BRZอย่างไรก็แล้วแต่สำหรับขาซิ่งที่ย้ำความรู้ความเข้าใจการใช้แรงงาน ก็อาจจะเล็งไปที่กระบอกคนเดียวก็ไม่ผิดนะครับ …ตกลงว่าถ้าหากใครย้ำ ‘ความละมุนละไม’

เน้นการใช้แรงงานในชีวิตประจำวัน ขับในเมืองเป็นหลัก ก็จัดแบบกระบอกคู่ ถึงแม้ว่าถ้าผู้ใดย้ำ ‘ความรู้ความเข้าใจ’ วิ่งเซอร์กิตถี่ๆลงแทร็คเดย์เสมอๆก็จัดแบบกระบอกลำพังไปเลย จะได้จบๆช็อค-อัพ แบบไหน เหมาะกับรถแข่งเซอร์กิต?สำหรับในการแข่งขันประเภทเซอร์กิตแล้ว การเข้าโค้งอย่างเนื่องนั้นส่งผลทำให้น้ำมันช็อคมีอุณหภูมิสูงมากขึ้นเป็นอันมาก kw อีกทั้งยังจึงต้องควรพบกับความร้อนที่ระบายมาจากจานเบรก ทำให้น้ำมันช็อค ยิ่งร้อนขึ้นไปอีก ด้วยเหตุผลดังกล่าว ช็อค-อัพสำหรับรถแข่งก็เลยจำเป็นต้องสามารถระบายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งคุณลักษณะนี้ ก็อยู่ในช็อค-อัพแบบกระบอกคนเดียวนั่นเองครับผม โน่นทำให้ช็อค-อัพกระบอกคนเดียว

แปลงมาเป็นขวัญใจของนักซิ่งเซอร์กิตแล้วก็เป็นไอเทมที่ต้องมีให้ได้เลยในวงการมอเตอร์สปอร์ตอีกทั้งแล้ว ช็อค-อัพกระบอกลำพัง ยังมีวาล์วลูกสูบที่ใหญ่กว่าและจากนั้นก็แข็งแรงกว่า ซึ่งทำให้มันสามารถรับแรงกดแบบชนได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งแรงจำพวกนี้ จะเกิดขึ้นขณะรถแข่งปีนเอเป็กซ์นั่นเองครับถึงแม้ช็อค-อัพแบบกระบอกลำพัง

จะมีสโตรคที่น้อยกว่าหากแม้สำหรับเพื่อการแข่งขันในเซอร์กิตแล้ว การวิ่งบนแทร็คพื้นเรียบนั้น ไม่ต้องใช้สโตรคที่มากมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าว ข้อผิดพลาดในเรื่องของสโตรค ก็เลยไม่ใช่ปัญหาสำหรับรถแข่งประเภทเซอร์กิตนั่นเองครับข้อสรุปจะเห็นได้ว่า ทั้งช็อค-อัพแบบกระบอกสันโดษและจากนั้นก็กระบอกคู่ ต่างก็มีข้อเด่น-เสียเปรียบ ที่แตกต่าง โน่นทำให้ช็อค-อัพแต่ละแบบ มีความเหมาะสมสำหรับการใช้งานในลักษณะที่แตกต่าง

ดังนั้น เราไม่สามารถพูดได้เต็มปาก…หรือพินิจพิจารณาได้อย่างเด็ดขาด ว่า ช็อค-อัพแบบไหน…ที่เหนือกว่ากัน… เนื่องจากว่าช็อค-อัพทั้งสองแบบ ต่างมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั่นเองขอรับเอาละขอรับ สำหรับบทความเรื่อง ‘เบื้องต้นการเซ็ทอัพช่วงล่าง (ขณะที่ 2)’ ก็ขอจบลงแต่เพียงเท่านี้ สำหรับท่านนักอ่านที่ต้องการอ่านบทความเรื่อง ‘พื้นฐานการเซ็ทอัพช่วงล่าง (ในขณะที่ 1)’ ก็สามารถกดที่ LINK นี้ ได้เลยค่ะครับ และจากนั้นก็ท่านผู้อ่านสามารถติดตามบทความเชิงกลเม็ด และอัพเดทข่าวสารด้านยานยนต์ถึงที่กะไว้แฟนเพจ Joh’s Autolife

กลับหน้าหลัก

Recommended Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *