โช้ค อั พ profender

โช้ค อั พ profender

โช้ค อั พ profenderโช้ค อั พ profender พื้นฐานการเซ็ทอัพตอนล่าง พวกเราได้ไปทำความรู้จักกับช๊อคอัพกระบอกคนเดียวและก็กระบอกคู่ รวมถึงได้รู้ความเป็นต่อของช๊อคอัพแต่ละแบบเป็นที่เป็นระเบียบแล้ว ในเนื้อหานี้ เราก็จะไปพินิจพิจารณาชิ้นส่วนตอนล่างอีกหนึ่งชิ้น ที่เรียกได้ว่าเป็น ‘คู่คิด’ ของช๊อคอัพอเพียงปิ้งยิ่งจริงๆส่วนประกอบที่ว่านี่ก็คือ ‘สปริง’ นั่นเองครับบทความชี้แนะ รากฐานการเซ็ทอัพตอนล่าง แตกต่างระหว่าง…ช๊อคอัพกระบอกผู้เดียวและกระบอกคู่ปกติแล้ว สปริงรวมทั้งช๊อคอัพ ต้องมีการปรับตั้งอย่างสัมพันธ์กัน ก็เลยจะทำให้กำเนิดแรงยึดเกาะสูงสุด แม้กระนั้นสำหรับในเนื้อหานี้ ขอให้ลืมเรื่องช๊อคอัพไปก่อนครับ ด้วยเหตุว่าเราจะเอ่ยถึงแต่ว่าสปริงแบบเพียวๆตั้งแต่ต้นจนถึงจบอย่างยิ่งจริงๆ

‘สปริงแบบม้วน’ (Coil Spring) ที่จัดตั้งอยู่ในรถยนต์นั่งส่วนตัวนั้น ดูผิวเผินแล้ว profender กระบอกเหลือง ดีไหม บางครั้งอาจจะมีความรู้สึกว่ามันเป็นองค์ประกอบที่ไม่มีความจำเป็นอะไรเท่าไรนัก เอาไว้เพียงรองรับน้ำหนักรถยนต์ ให้เด้งขึ้น-กระเด้งลงแต่เพียงเท่านั้นเองแม้กระนั้นความเป็นจริงแล้ว การเซ็ทอัพสปริงนั้น มีความซับซ้อนอยู่ไม่น้อย เนื่องจากสปริงที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ล้อทั้งยัง 4 นั้น มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสูงของตัวรถยนต์ (Ride Height), ความสบายสบายสำหรับการขับขี่ (Ride Comfort)รวมถึงความสามารถการเกาะถนนหนทางอีกด้วย (Grip) ฉะนั้น การเซ็ทอัพสปริง จึงเป็นขั้นตอนประณีตบรรจงและละเอียดลออ และก็เมื่อนำสปริงมาติดตามคู่กันกับ ‘ช๊อคอัพ’ แล้ว

ความซับซ้อนสำหรับเพื่อการเซ็ทอัพ จะเยอะขึ้นแบบทวีคูณ แล้วก็ที่เด็ดกว่านั้นก็คือว่า ศาสตร์แห่งการเซ็ทอัพสปริงและช๊อคอัพนั้น ไม่มีคำว่า ‘คงเดิม’ ด้วยเหตุว่ารถยนต์แต่ละรุ่น-แต่ละคันนั้น มีการกระจัดกระจายน้ำหนัก, ตำแหน่งจุดศูนย์กลางของความถ่วง และก็เป้าประสงค์ในการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน โดยสรุปแล้ว การเซ็ทอัพตอนล่าง (สปริง+ช๊อคอัพ) นับว่าเป็นศาสตร์อีกกิ่งก้านสาขาหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ทั้งยัง ‘แนวทาง’ รวมทั้ง ‘ประสบการณ์’ …ไม่มี สูตรสำเร็จ-หรือ-เทคนิค แต่อย่างใดเอาละนะครับผมคุยอวดมาเยอะแล้ว เรามาเข้าประเด็นกันเลยดีกว่า…

สำหรับเนื้อหานี้ก็จะเป็นการวิเคราะห์ระหว่าง ‘สปริงแข็ง’ (ค่า k มากไม่น้อยเลยทีเดียว) รวมถึง ‘สปริงอ่อน’ (ค่า k น้อย) เพื่อหาคำตอบว่า…สปริงแบบไหน? ที่สามารถสร้าง ‘แรงยึดเกาะ’ ได้ดีมากยิ่งกว่ากัน?มาถึงย่อหน้านี้…ท่านผู้อ่านหลายๆท่าน อาจจะเกิดคำถามว่า ‘สปริง’ มันมาเกี่ยวกับแรงยึดเกาะได้อย่างไร? …หากเอ๋ยถึงการยึดถนนหนทางแล้ว หลายท่านบางครั้งก็อาจจะมีความรู้สึกว่า ต้นสายปลายเหตุที่ส่งผลต่อการสร้างแรงยึดเกาะสูงสุดก็คือ ‘ยาง’ นั่นเอง…ยิ่งยางเทวดาเท่าไร…ก็จะยิ่งเกาะถนนได้มากเท่านั้น ยิ่งยาง ‘ซอฟท์’ มากแค่ไหน…ก็ยิ่ง ‘หนึบ’ เพียงแค่นั้น แต่ถ้าว่า… คำกล่าวเมื่อสักครู่นี้ เป็นความจริงแค่เพียง ‘ครึ่งเดียว’เพียงเท่านั้น ด้วยเหตุว่าความเป็นจริงแล้ว มูลเหตุที่ทำให้ยางสามารถสร้างแรงยึดเกาะได้มากหรือน้อยนั้น ขึ้นกับ ‘ความรู้ความเข้าใจของตอนล่าง’ ด้วยเหมือนกันผมได้เคยกล่าวเอาไว้ภายในบทความเรื่อง (เวลาที่ 1) โดยมีใจความโดยสรุปว่า…

วัตถุประสงค์ของการเซ็ทอัพช่วงล่าง

ก็คือเพื่อ หน้ายาง (Tire Surface) สัมผัสกับพื้นแบบ 100% ในทุกสภาวะการขับขี่ เมื่อยางสามารถสัมผัสกับผิวแทร็คได้เป็นอย่างมากแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้เกิด แรงยึดเกาะสูงสุด (Maximum Grip) ซึ่งมีผลดีทั้งในแง่ของความสามารถและก็ความปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ พวกเราสามารถสรุปได้ว่า ช่วงล่างที่ดี เป็นตอนด้านล่างที่สามารถดึงเอาความรู้ความเข้าใจของยางมาใช้ได้เป็นอย่างมากสุด โดยการทำให้หน้ายางสัมผัสพื้นมากที่สุด นั่นเองขอรับ

โดยเหตุนี้แล้ว แม้ว่าจะทายางซอฟท์สุดหนึบ-ยางสลิคสุดทวยเทพเทวดาแม้กระนั้นถ้าหากว่า เราเซ็ทอัพตอนล่างอย่างไม่ถูกควรต้อง หรือไม่ควรต่อการขับขี่ในสภาวะนั้นๆจะทำให้ตอนล่าง ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างมาก ได้ผลสำเร็จให้ไม่อาจจะ ‘ดึงเอา’ ความสามารถของยางมาได้อย่างเต็มความสามารถนั่นเอง เมื่อเป็นแบบงี้ แม้กระทั่งใช้ยางทวยเทพเทวดาแค่ไหน…ก็ไร้ประโยชน์ย้อมกลับมาที่ปริศนาของเรากันต่อขอรับ…สปริงแข็ง VS สปริงอ่อน …แบบไหนสร้างแรงยึดเกาะได้ดียิ่งไปกว่ากัน?ผมเชื่อเป็นอย่างมากว่า ท่านนักอ่านมากกว่า 80% จะตอบในทันทีเลยว่า… ‘สปริงแข็งที่มีค่า k สูงๆ’ สามารถสร้างแรงยึดเกาะได้มากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย! เพราะเหตุใดน่ะหรอ…

ก็เพราะว่ารถยนต์ซุปเปอร์คาร์ รวมไปรถแข่งสมรรถนะสูง (รถแข่งจำพวกเซอร์กิต) ต่างเลือกใช้สปริงที่แข็งมากมายๆจนถึงเกือบจะไม่มีระยะยุบเลยเหตุผลข้างต้นนั้น ฟังดูแล้วมีเหตุ-เป็นผลดีขอรับ แต่สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ …ความเชื่อถือที่ว่าสปริงแข็ง จะช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะนั้น… เป็นความเชื่อที่ ‘ผิด’ นะครับความจริงก็คือว่า ‘สปริงอ่อน ที่มีค่า k น้อย’ สามารถสร้างแรงยึดเกาะได้มากกว่า ‘สปริงแข็ง’ …เอาละต่อแต่นี้ไป! เพราะเหตุใดมันถึงเป็นอย่างนี้ไปได้? แล้วเพราะเหตุไรพวกรถแข่งถึงใส่สปริงแบบ ‘แข็งปั๊ก’ ขนาดนั้นล่ะ? ใส่สปริงอ่อน รถยนต์มัน ‘ย้วย’จนกระทั่งคุมไม่ได้น่ะสิ?ใจเย็นๆครับ…ทุกปัญหา มีคำตอบตอนแรกเราควรต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่า ‘แรงยึดเกาะ’ กันอีกรอบแรงยึดเกาะก็คือแรงต้านทานที่เกิดขึ้นจากยาง

เพื่อบังคับให้รถยนต์เคลื่อนที่ไปในวิถีทางที่พวกเราอยาก ซึ่งเราจะเรียกแรงยึดเกาะชนิดนี้ว่า ‘Mechanical Grip’ (แมคคานิคอล กริป) ซึ่งเป็นแรงยึดเกาะที่เกิดขึ้นมาจากการเซ็ทอัพตอนล่างแบบเพียวๆ(มุมล้อ + สปริง + ช๊อคอัพ + กันโคลง)วิชาความรู้เพิ่มเกี่ยวกับแรงยึดเกาะแรงยึดเกาะหรือที่เรียกว่า ‘กริป’ (Grip) นั้น จะประกอบไปด้วย 2 อย่าง ดังเช่น แมคคานิคคอลกริปรวมทั้งแอโรไดนามิคส์กริป (Mechanical Grip and Aerodynamics Grip)กริป = แมคคานิคอลกริป + แอโรกริปช็อค-อัพ แบบไหน เหมาะสมกับรถยนต์แต่งสายสตรีท?สำหรับรถยนต์แต่งสายสตรีท ที่อยากได้อีกทั้ง ‘ความนิ่มนวล’

สำหรับเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน และ ‘ความรู้ความเข้าใจการขับขี่’ โดยเหตุนี้ มันก็เลยนับว่าเป็นอะไรที่ออกจะซับซ้อนสำหรับในการที่จะตกลงใจว่า ช๊อค-อัพแบบไหน ที่เหมาะสมกับรถสายสตรีทแม้กระนั้น หลายต่อหลายผู้สร้างช๊อค-อัพ ได้ชี้นำเป็นเสียงเดียวกันว่า ช็อค-อัพแบบกระบอกคู่นั้น เหมาะสมกับสายสตรีทที่สุดแล้ว เพราะการขับขี่บนถนนหนทางโดยธรรมดานั้น จำเป็นต้องเจอทั้งหลุม-ทั้งยังบ่อ ทางต่างระดับ และก็ลูกระนาด ซึ่งการขับชี่ในลักษณะนี้ จำต้องอาศัยช็อค-อัพที่มีสโตรคอย่างพอเพียง โดยเหตุนี้แล้ว ช็อค-อัพแบบกระบอกคู่ที่มีความหนืดสูงขึ้นมากยิ่งกว่าปกติ

จึงเหมาะสมกับรถยนต์แต่งสายสตรีทมากกว่าจุดเสียกระด้างกว่า – เพราะว่า ช็อค-อัพแบบกระบอกสันโดษ มีการอัดก๊าซแรงดันสูงไว้ที่ข้างล่าง ทำให้มีความหยาบสำหรับในการขับรถมากกว่า ยิ่งแก๊สมีแรงกดดันแค่ไหน ก็จะมีความกระด้างมากขึ้นมากเท่านั้นเองความคงทนน้อยกว่า – ด้วยเหตุว่า ช็อค-อัพแบบกระบอกสันโดษ มีฝาเพียงแต่ชั้นเดี่ยว เมื่อช๊อค-อัพมีการชนหรือได้รับความย่ำแย่แล้ว จะมีผลโดยตรงต่อลูกสูบข้างใน ทำให้ความสามารถรูปแบบการทำงานของช็อค-อัพลดลง จนตราบเท่าขั้นที่ไม่สามารถที่จะใช้งานได้อีกแม้กระนั้นสำหรับช๊อค-อัพแบบกระบอกคู่แล้ว

แม้ว่ากระบอกสูบข้างนอกจะได้รับการเสื่อมสภาพ ถ้าว่ากระบอกสูบภายในนั้น ยังสามารถดำเนินงานได้ตามธรรมดาสโตรคน้อยกว่า – เมื่อเทียบช็อค-อัพกระบอกเดี่ยวและจากนั้นก็กระบอกคู่ที่มีความยาวเสมอกันแล้ว ช็อค-อัพแบบกระบอกผู้เดียวจะมีสโตรค (Stroke = ระยะยืด-หด) ที่สั้นกว่า ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ช็อค-อัพแบบกระบอกคนเดียว มีการอัดก๊าสแรงกดดันสูงไว้ที่ข้างล่างของกระบอกนั่นเองขอรับภายหลังที่เราได้ทราบคุณลักษณะเด่น-จุดบกพร่องของช็อค-อัพแต่ละจำพวกแล้ว เราจะไปดูกันต่อว่า

ช็อค-อัพแต่ละแบบ เหมาะสมแก่การใช้แรงงานประเภทไหนบ้างช็อค-อัพ แบบไหน เหมาะสมกับรถยนต์บ้าน?สำหรับรถยนต์บ้าน ใช้งานโดยปกติ สิ่งสำคัญขั้นต้นก็คือ ‘ความละมุนละไมของการขับขี่’ (Ride Comfort) เมื่อเป็นอย่างงี้แล้ว ก็เข้าทาง ‘ช็อค-อัพกระบอกคู่’ ทันทีทันใด เพราะเหตุว่าช็อค-อัพกระบอกคู่นั้น สามารถให้ความนิ่มนวลในการขับขี่รถได้ดีมากยิ่งกว่า แล้วก็มีความทนทานมากกว่า นอกเหนือจากนั้นยังมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าอีกด้วยถึงแม้สำหรับขาซิ่งที่เน้นย้ำความรู้ความเข้าใจการใช้แรงงานก็บางทีอาจจะเล็งไปที่กระบอกคนเดียวก็ไม่ผิดขอรับ …สรุปว่าถ้าผู้ใดกันย้ำ ‘ความนิ่มนวล’ ย้ำการใช้แรงงานในชีวิตประจำวัน ขับในเมืองเป็นหลัก ก็จัดแบบกระบอกคู่ แต่แม้ใครย้ำ ‘สมรรถนะ’ วิ่งเซอร์กิตถี่ๆลงแทร็คเดย์เสมอๆก็จัดแบบกระบอกโดดเดี่ยวไปเลย จะได้จบๆช็อค-อัพ แบบไหน

เหมาะสมกับรถแข่งเซอร์กิต?สำหรับการชิงชัยประเภทเซอร์กิตแล้วการเข้าโค้งอย่างเนื่องนั้น มีผลทำให้น้ำมันช็อคมีอุณหภูมิสูงมากขึ้นอย่างมากมาย ทั้งยังจำเป็นต้องเจอกับความร้อนที่ถ่ายเทมาจากจานเบรก ทำให้น้ำมันช็อค ยิ่งร้อนขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้ ช็อค-อัพสำหรับรถแข่งก็เลยควรต้องสามารถระบายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว และคุณลักษณะนี้ ก็อยู่ในช็อค-อัพแบบกระบอกผู้เดียวนั่นเองครับ โน่นทำให้ช็อค-อัพกระบอกผู้เดียว แปลงมาเป็นขวัญใจของนักซิ่งเซอร์กิต รวมทั้งเป็นไอเทมที่จำเป็นมากเลยในแวดวงมอเตอร์สปอร์ตยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ช็อค-อัพกระบอกเดี่ยว ยังมีวาล์วลูกสูบที่ใหญ่มากยิ่งกว่าและก็แข็งแรงกว่า ซึ่งทำให้มันสามารถรับแรงกดแบบกระแทกได้อย่างไม่มีปัญหา

ซึ่งแรงชนิดนี้จะเกิดขึ้นขณะรถแข่งปีนป่ายเอเป็กซ์นั่นเองขอรับแม้ช็อค-อัพแบบกระบอกลำพัง จะมีสโตรคที่น้อยกว่า แม้กระนั้นในการชิงชัยในเซอร์กิตแล้ว การวิ่งบนแทร็คพื้นเรียบนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้สโตรคที่มากมาย เพราะฉะนั้น ข้อด้อยในเรื่องของสโตรค ก็เลยไม่ใช่ปัญหาสำหรับรถแข่งจำพวกเซอร์กิตนั่นเองขอรับบทสรุปจะเห็นได้ว่า ทั้งยังช็อค-อัพแบบกระบอกผู้เดียวรวมทั้งกระบอกคู่ ต่างก็มีจุดเด่น-เสียเปรียบ ที่ไม่เหมือนกัน โน่นทำให้ช็อค-อัพแต่ละแบบ มีความเหมาะสมสำหรับในการใช้งานในลักษณะที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนั้น พวกเราพูดไม่ได้เต็มปาก…หรือวินิจฉัยได้โดยเด็ดขาด ว่า ช็อค-อัพแบบไหน…ที่เหนือกว่ากัน… เพราะว่าช็อค-อัพทั้งสองแบบ ต่างมีจุดแข็งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั่นเองขอรับ

กลับหน้าหลัก

Recommended Articles

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *